home / story /

Monotello Talk with TDA

“Architect and Engineer”
สนทนากับ
คุณ ต่อพงษ์ สังขะวร
TDA Consultants : Structural Engineer

สถาปนิกและวิศวกร” เป็นวิชาชีพที่ต้องทำงานร่วมกันอยู่เสมอในงานออกแบบสถาปัตยกรรม งานออกแบบของ Monotello ก็เช่นกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เมื่อต้องกล่าวถึงวิศวกรผู้ร่วมออกแบบคงจะต้องกล่าวถึง คุณต่อพงษ์ สังขะวร หรือ พี่ต่อ ของ ชาว Monotello  และในโอกาสนี้เอง Monotello จึงได้เชิญ คุณต่อพงษ์ สังขะวร มาสนทนาพูดคุย ถึงการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา โดยมีสถาปนิกผู้ร่วมสนทนาคือ คุณวรพจน์ เตชะอำนวยสุข และคุณสหวุฒ ปานะภาค

Monotello : พี่ต่อ กับ Monotello เริ่มมาร่วมงานกันได้อย่างไร?

ต่อพงษ์ : ผมเคยได้ร่วมงานกับคุณวรพจน์ซึ่งเป็นคีย์แมนของ Monotelloในปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อครั้งที่คุณวรพจน์ได้ร่วมเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบงานอยู่กับเพื่อนสถาปนิกที่นับถือท่านหนึ่ง เป็นงานปรับปรุงโรงแรมที่ภูเก็ต ผมเองก็รู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ และมีไอเดียสร้างสรรค์ในด้านงานออกแบบของคุณวรพจน์

ต่อมาเมื่อคุณวรพจน์ออกมาก่อตั้งองค์กรของตนเอง ผมก็ได้ร่วมทำงานในหลายโครงการ โดยมีลักษณะงานเป็นงานออกแบบและงานปรับปรุงอาคารในรูปแบบต่างๆ และได้มีโอกาสทำงานร่วมกันต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็คือ Monotello ซึ่งผมเองก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการทางด้านการออกแบบการผลิตผลงานดีดีขึ้นมาเป็นระยะของคุณวรพจน์ และน้องสถาปนิกในองค์กรมาโดยตลอด

วรพจน์ : ก็ได้ทำงานกับพี่ต่อมากมาย แต่ถ้าโครงการแรกที่ออกแบบในนามทีม Monotello ก็น่าจะเป็นงานโครงการ ศาลา JRN Pavilion ที่เป็นโครงสร้างไม้ ขนาดใหญ่ทั้งหลัง

JRN Pavilion

Monotello : อยากให้พี่ต่อเล่าถึงการทำงานกับ Monotello ?

ต่อพงษ์ : ก่อนอื่นต้องพูดถึงลักษณะการทำงานระหว่างวิศวกรกับทีมสถาปนิกเสียก่อน คือในฐานะวิศวกร มันจำเป็นต้องได้รับการตอบกลับจากสถาปนิกด้วยเวลาที่เกิดประเด็นในการทำงาน ที่จะต้องร่วมกันคิด กับเรื่องนี้เอง…กรณีถ้าสถาปนิกไม่ตอบข้อมูลกลับก็เหมือนกับได้รับข้อมูลแบบทางเดียวซึ่งจะทำให้ในส่วนงานออกแบบก็จะไม่ได้มีการพัฒนาอะไรต่อไปจากข้อมูลที่มี ก็ยอมรับว่าหลายๆอย่างบางครั้งผมก็ได้แนวคิดมาจากการได้คุยกับสถาปนิกที่มีการโต้ตอบกันทางความคิด อย่าง คุณวรพจน์นี่ก็ใช่…มีอาคารหลังนึงที่เคยทำด้วยกัน ใน โครงการสตูดิโอภาพยนตร์แห่งหนึ่ง ในแบบมันมีบันไดเหล็กอยู่ คุณวรพจน์ก็ส่งสเก็ตรูปแบบมาให้ เราก็ปิ๊ง!ไอเดียเอาไปทำแบบนั้นแบบนี้ต่อ…คือเรื่องแบบนี้มันต้องทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกร ต้องรับส่งลูกกัน ผมเองนี่ก็เคยคิดในมุมมองของโครงสร้างอย่างเดียวมาตลอด ผมว่างานมันจะไม่กว้าง ไม่ไปไหน  กรอบมันก็น่าจะอยู่แต่ในส่วนโครงสร้าง คือถ้าแบบนั้นมันก็จะได้แต่ที่เป็น Conventional มีแต่ระบบคานพื้นอะไรแบบนี้ เราจะไม่ได้คิดไปที่นอกกรอบของระบบเหล่านั้น เหมือนไม่ได้เอาความคิดของสถาปนิกเข้ามาร่วมคิดด้วย ก็จะจบแค่นั้น เพราะฉะนั้นอย่างบางงานที่เค้ามีดีไซน์ ผมก็จะชอบไปดูว่าเค้าทำยังไง อย่างเวลาที่ไปต่างประเทศ ไปเที่ยวกับครอบครัวก็จริง แต่ผมก็จะชอบไปเดินถ่ายรูปพวก Detail อะไรพวกนี้กลับมา ซึ่งก็เหมือนกับเวลาที่เราทำงานร่วมกับสถาปนิกเองก็ตามเนี้ย การที่เราได้ข้อมูลย้อนกลับ ผมว่ามันช่วยได้มาก ทั้งในด้านโครงสร้างและแนวคิด เพราะระหว่างที่ทำเราก็จะมีทางเลือกมากมายแบบที่ 1..2..3..4..5..ไปเรื่อย แต่ว่าบางอันเนี้ยมันจบละตั้งแต่ตอนคุยกัน แต่ถึงจะจบผมก็ยังคิดต่อนะว่า เอ๊ะ…แล้วถ้ามันไม่ใช่แบบนี้ล่ะ…มันอาจจะเป็นวัสดุอื่นก็ได้  แต่ปัจจุบันมันยังมีข้อจำกัดอยู่ไง คือเรื่อง Material ที่ใช้กันมันจะมีแค่คอนกรีต มีแค่เหล็ก อะไรที่มันเป็นของที่ช่างทำได้นี่แหละ มันก็มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก ปัจจุบันมันเป็นอย่างนั้น แต่ด้วยแนวคิดแบบนี้เราอาจจะมีแนวคิดเพิ่มเติม เปลี่ยนวัสดุไปได้ในอนาคต คือเราก็เอาภูมิความรู้ของเรามาปรับได้ และเรื่องพวกนี้มันก็จะบรรเจิดกว่าถ้าเราได้ร่วมคุยกันระหว่างวิศวกร กับสถาปนิก

“การรับส่งข้อมูลกันระหว่าง วิศวกร และสถาปนิก คือการทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน”

อย่างที่ Monotello เองก็เป็นที่ที่เอารับความคิดผมไปแล้วก็สะท้อนกลับมาได้อย่างค่อนข้างเป็นรูปธรรมคือตอนที่ผมSketchส่งไปและซึ่งข้อมูลที่ได้กลับมามันจะได้เป็นแบบจำลองหรือที่เรียกว่า Model อย่างภาพนี้…ซึ่งผมเองบางครั้งเวลาคิดเราจะคิดเป็นเฉพาะส่วน เฉพาะจุด แน่นอนว่าเวลาออกแบบเราก็คิดมันทั้งระบบอยู่แล้ว เพียงแต่เวลาเป็นโครงสร้างที่ต้องใส่ใจกับสิ่งที่น้องเค้าปรับมาแล้วส่งกลับมาส่วนไหนที่เค้าต้องการนี่ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนมาก อย่าง บางอันพอเสาเค้าตัดมันมีผลกระทบแต่เวลาที่เราไม่เห็น Model ไม่เห็นอะไรที่ทำมานี่ มันจะไม่ชัดเจนว่าสิ่งที่เราปรับไปนี่ มันจะไปมีผลกระทบกับส่วนอื่นๆ เรพาะวิศวกรมักจะเลือกตัดมาคำนวญเป็นส่วนๆ  มันเป็นวิธีทำงานของพวกเค้า พอ Recheck แล้วผ่านก็ถือว่า  Ok แล้ว แต่ภาพรวมมันก็อาจจะยังไม่ใช่ที่ต้องการ ไม่ใช่ที่เห็นทั้งหมด

ซึ่งที่พูดมาก็จะเป็นขั้นตอนในการทำงานร่วมกันในการทำแบบ คือแก้ไขกันให้เสร็จตั้งแต่ยังอยู่ในกระดาษ ก็จะไม่ต้องไปทุบไปแก้ที่หน้างาน โครงการล่าสุดที่ใช้วิธีนี้ในการทำงานก็คือ City Gable House ซึ่งงานนี้ต้องให้เครดิตคุณสหวุฒอย่างมากเลยนะ เพราะว่าพอผมให้ข้อมูลดิบไปแล้วเนี้ย ทาง Monotello ก็จะให้ข้อมูลกลับมาในรูปแบบโปรแกรม 3 มิติ ที่สมบูรณ์มาก พอดูแล้วสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็จะต้องเสียเวลานานกว่านี้เพราะระบบพวกนี้มันจะต้องใช้เวลานานมากในการสื่อสาร เพราะมันมีความซับซ้อน คานมันวิ่งมาหาเสาแล้วมันก็จะไปเจอคานอีกตัวหรือโครงสร้างอะไรซักอย่าง อาคารทั้งหลังหรือโครงสร้างทั้งระบบมันก็สืบเนื่องกันไปตลอด

City Gable House

สหวุฒ : เพราะผู้ออกแบบจะต้องคิดถึงทุกๆความเป็นไปได้ในการออกแบบ ซึ่งระหว่างทางมันก็จะมีคำถามที่ต้อง Recheck กับ วิศวกรอยู่ตลอดจึงต้องหาวิธีที่จะสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมันไม่ได้มีแค่ที่เห็นเรียบๆภายนอก แต่ข้างในนี่มีอีกหลายอย่างเลยที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะโครงสร้างที่ยื่นหรือระบบคานต่างๆที่ทำงานร่วมกัน มันสามารถปรับได้หลายแบบ

ต่อพงษ์ : แต่บางครั้งก็ปรับระหว่างหน้างานก็มี อย่างในโครงการ Srikrung Broker Office at Chiangmai ซึ่งเป็นตอนที่คุณสหวุฒเค้าอยู่หน้างานแล้วตรวจสอบเจอส่วนที่ต้องมีการปรับแก้ ก็ต้องมีการส่งข้อมูลว่าปรับได้ไหม เพราะจะเอาคานที่ขวางอยู่หน้าอาคารออกให้ปรับเป็นคานที่ซ่อนอยู่ในผนังสองข้างเท่านั้น แบบนี้มันเป็นการเปลี่ยนระบบ Beam ซึ่งตอนที่เจอคือก่อนที่กำลังจะเริ่มในส่วนนั้น ก็ถือเป็นข้อดีเพราะไม่ต้องทุบ เราก็เลือกที่จะ Reinforce เข้าไปในพื้นแทน แต่ถ้าถามว่างานไหนที่ต้องมีการปรับแก้จริงๆก็คงจะเลือกงาน BUCO Head Office and Warehouse มาเป็นตัวอย่าง ด้วยความที่มันมีเหตุให้ต้องมีการตัดเสา เพราะมันผิดแบบ จริงๆมันก็จะเป็นคานช่วงยาว แต่เค้าเข้าใจไปเองว่าให้แบ่งครึ่งแล้วก็ใส่เสาลงไป เลยเป็นคำถามว่า ถ้าเราไม่เอาเสา ในขณะที่เหล็กมันถูกแบ่งไปแล้ว ไอ้คานชุดนี่มันจะอยู่ได้ยังไง เลยต้องออกแบบให้มีเหล็กมาทำหน้าที่เป็น Composite Structure แทน โดยนำมาประกบรอบนอกของคาน  แล้วเอาโครงสร้างของตัวพื้นบางส่วนเนี้ย มา Recheck คือส่วนนี่เป็นส่วนที่ประทับใจเพราะมันมีเรื่องที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน แต่ทำเพิ่มก็ยังมีความท้าทายตรงที่อาคารต้องมีรถเข้าออก ก็ต้องบีบคานให้เล็กลงไปอีก แล้วส่วนที่ทำลงไปก็จะส่งผลกระทบไปทั้งระบบที่มันไม่ได้เป็นช่วงเดียว เพราะเวลาเราออกแบบโครงสร้างมันจะต้องคิดกันเป็นระบบ พอเราตัดเสาออกปุ๊บ เราก็ต้องเอาพื้นส่วนนี้มาช่วยคิด แล้วพอมันเป็นทางรถวิ่งมันก็คิดแบบ Conventional ไม่ได้ ก็ปรับกันอยู่นานพอดู

BUCO Head Office and Warehouse
Srikrung Broker Office at Chiangmai

วรพจน์ : พอพูดมาถึงตรงนี้ก็อยากบอกพี่ต่อเหมือนกันว่า การได้ทำงานกับพี่ต่อ มันก็ทำให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นในด้านวิศวกรรมโครงสร้าง และได้นำความรู้ไปใช้ในงานออกแบบให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาแนวคิดที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องงานโครงสร้างให้ดีก่อนที่จะออกแบบ หลังจากจัดตั้ง Monotello มากว่า 10 ปี ก็ยังคงแนวคิดที่จะถ่ายทอดสิ่งนี้ให้กับน้องๆที่ผมทำงานด้วย แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้น ที่อยากให้น้องในทีมได้มีโอกาสทำงานกับวิศวกรแบบพี่ต่อโดยตรงโดยเฉพาะในช่วงหลังมานี้

“เมื่อมีข้อมูลที่จะต้องสื่อสารกัน การสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้สื่อสารจึงจำเป็น”

ต่อพงษ์ : จริงๆมันก็เป็นเรื่องดีที่สถาปนิกจะทำความเข้าใจกับหลักการตรงนี้ เพราะหลักจริงๆของโครงสร้างมันก็มีไม่กี่อย่างนะ คือมันคือ Static ฉะนั้นไอ้ Summation Force เป็น 0 นี่มันยังใช้ได้เสมอ  แม้กระทั่งในระบบที่ทันสมัยอย่างในทุกวันนี้ เวลาผม Recheck ผมจะบอกน้องวิศวกรเสมอว่า  Summation Force ต้องเป็น 0 คนออกแบบมาเก่งยังไง ถ้ามันไม่ใช่กฏข้อที่ 1 ของนิวตันแล้วมันคือไม่ Static อาคารมันก็อยู่ไม่ได้ เรื่องแบบนี้มันจะดูออกเอง ด้วยเซนซ์ว่ามันไม่ตาม ไม่เฟิร์ม ซึ่งก็มีนะที่บางครั้งออกแบบมาดูบอบบางแต่ด้วยโครงสร้างที่ยึดโยงกันเราดูก็รู้แล้วว่ามันแข็งแรง เรื่องโครงสร้างนี่มันมีข้อดีคือ มัน Error ได้ในทางบวก ไม่เหมือนกับพวก Mechanic ต่างๆ ที่ Error ทางลบก็ไม่ได้ ทางบวกก็ไม่ได้ ถ้าจะมีข้อเสียก็ตรงที่ บวกมากไปงบประมาณมันก็จะแพงขึ้น ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้ในเรื่องของโครงสร้างแล้วเรายังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ มีทางเลือกที่สามารถทำได้ต่างๆกันไปซึ่งสุดท้ายก็เพื่อให้ได้ตาม Concept ที่ว่า โครงสร้างจะต้อง Stable

ต่อพงษ์ : เพราะผมคิดว่าการเขียนสเก็ตงานโครงสร้างที่ละเอียดก็คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจร่วมกันได้ง่ายขึ้น และทำให้ทุกฝ่ายเห็นข้อมูลทางโครงสร้างที่กำลังปรึกษากัน ผมถนัดในการอธิบายในรูปแบบนี้เพราะมันเข้าใจง่าย คงติดมาจากการที่ต้องไปตรวจงาน และต้องสื่อสารกับหน้างานเป็นประจำ ตั้งแต่สมัยทำงานแรกแรก ลักษณะของการ Sketch สมัยก่อน มันก็จะเป็นเหมือนกับ Sketch ที่ทำเพื่อให้เราเรียนรู้กันในระบบ 2 มิติ เหมือนในแบบที่เขียนขึ้นมาทั่วๆไป แต่ให้ง่ายหน่อยก็มี Sketch ขยายมาเหมือนแบบโครงสร้างทั่วไป ที่เราขยายแหละ แต่ไอ้ขั้นตอนนี้ตอนที่เราทำงานมันเหมือนกับเราได้ใช้ความคิดลงลึกไปในแบบก่อสร้างแล้วคือมันก็ยังไม่ได้เป็นแบบเป็นอะไรหรอกนะ ผมคิดว่า นอกจากความเห็นมุมมองทางด้านงานวิศวกรรมที่จะทำให้สถาปนิกเข้าใจในความคิดของเราแล้ว งานแบบร่าง หรือ structural design sketches ที่เขียนออกมาเป็นรูปแบบน่าจะทำให้เวลาคุยกันมันเข้าใจได้ตรงกันและมีความผิดพลาดในความเข้าใจน้อยลงไปอย่างมาก มันเหมือนกับเริ่มขึ้นมาหลังจากตรงนี้ ที่นี้พอส่งข้อมูลเหล่านี้ไปเป็น Sketch ทาง Monotello ก็ช่วยทำเป็นรูปแบบ 3 มิติ ตรงนี้แหละคือสิ่งที่ผมคิดว่ามันทำให้เราเข้าใจร่วมกันได้จากแบบชุดแรก เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ทำแบบสถาปัตย์ เราก็จะมีการปรึกษากันเป็นระยะ ผมก็จะ Sketch ทางเลือกของรูปแบบโครงสร้าง ซึ่งก็มีอยู่ 2-3 แบบให้กับทาง Monotello ต่อ ก็อยู่ที่ปัจจัยของการออกแบบนี่แหละครับ แต่คือมันมีการโต้ตอบกันไประหว่างข้อมูลของการออกแบบ ที่นี้พอหลังจากนี้มันก็จะเป็น Model โครงสร้างที่สถาปนิกทำกลับมาให้เรา เพราะเราคิดไปให้ทางเดียวมันก็จะไม่ตอบโจทย์ในแบบของเขา เพราะเราเคลียร์ปัญหาตรงนี้ได้ครบถ้วนทุกฝ่าย แบบตัวนี้ก็จะพัฒนาไปเป็นแบบก่อสร้างที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น ก่อนจะส่งแบบนี้ให้ผู้ก่อสร้างต่อไป เพราะฉะนั้นเนี้ย เค้าเองก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องไปใช้งาน ต่อไปในอนาคตก็อาจจะพัฒนาขึ้นไปอีก จากแบบ 2 มิติก็อาจจะกลายเป็น 3 มิติเป็นโฮโลแกรม มี QR Code ให้โหลดเปิดไฟล์ขึ้นมาดูได้ หมุนดูได้  เพราะงั้นโอกาสที่เค้าจะพลาดมันก็จะน้อยลงเยอะมาก และในทางกลับกันจากแบบสู่ของจริงมันก็จะแม่นยำขึ้น

Monotello : เหมือนพี่ต่อจะชอบใช้การ Sketch ในการสื่อสารโดยเฉพาะการ Sketch ด้วยมือส่งเป็นไอเดียและรูปแบบกลับมาให้น้องๆที่ Monotello

อาจจะเป็นเพราะผมจะคิดออกแบบและแนวทางเลือกทางโครงสร้างตามต่อเนื่องไปอีกไปเรื่อยเรื่อยแม้ว่าในตอนที่เราคุยกันมันอาจจะเหมือนได้ข้อสรุปแล้วก็ตาม บางครั้งอาจจะต้องค้นข้อมูลจากเอกสารทางวิศวกรรม  หรือลองทำแบบจำลองโครงสร้างหลายๆ แบบที่มีความเป็นไปได้ มาลองคิด พัฒนาแบบไปเรื่อยๆ…หลายครั้งจะได้คำตอบที่เหมาะสมในเวลาที่ไม่นานนัก ซึ่งถ้าเราคิดว่าเราเป็นเจ้าของงานหรือเป็นเจ้าของเงินที่ใช้ก่อสร้างเอง เราจะอยากจะได้งานที่ดีที่สุดในงบประมาณที่อยู่ในวงเงินที่เราสามารถทำได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่หลุดไปมากนัก งานก็มักจะออกมาดีและก็เป็นไปตาม concept ที่คุยกับสถาปนิกเอาไว้

นอกจากนี้หลังจากที่ได้รับโจทย์มาแล้วเราก็จะศึกษาต่อไปว่า มันมีโครงการไหนที่เคยทำในลักษณะแบบเดียวกันนี้ เคยมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรที่จะมาปรับไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก หรือสะดวกในการก่อสร้างและควบคุมงานหรือไม่ ตลอดจนหาวิธีในการออกแบบในระบบโครงสร้างที่เหมาะสม เข้ากับมาตราฐานงานออกแบบหรือ Code ต่างๆ ซึ่ง จะทำให้เราสามารถที่จะพัฒนาแนวความคิดเหล่านั้นเพื่อตอบโจทย์ที่เราตั้งรวมกันให้ได้เป็นรูปธรรม แต่อันนี้ก็ต้องให้เครดิตกับทางน้องๆใน Monotello ที่เอาความคิดของผมกลับไปสร้างเป็น Model ในรูปแบบของสถาปนิกให้ทีมเราเข้าใจกันได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

ก็กลับมาพูดเรื่อง Sketch กัน คือผมก็ทำแบบนี้มาตั้งแต่ตอนที่ทำกับคุณวรพจน์แล้วนะเท่าที่จำได้ ถ้าย้อนความกลับไปแล้วเนี้ย เวลาที่ไปหน้างานแล้วคุยกับช่าง ผมจะพอมองออกว่าเขาไม่เข้าใจ มันก็จะเริ่ม Sketch “เฮ้ย…เหล็กมันเดินอย่างนี้ไม่ได้…ต้องเดินอย่างนี้” มันก็จะเริ่มมาจากเรื่องแบบนี้แหละ ถึงมีแบบอยู่แล้วแต่บางครั้งมันเป็นการทำความเข้าใจร่วมกันหน้างานด้วย ภาพก็เลยต้อง Sketch สด อย่างบันไดที่ต้องผูกเหล็กวนไปทั้งชั้นนี่ เราไปหน้างาน จากที่ช่างเข้าใจว่าต้องทำแบบนั้น แต่เรานำเสนอวิธีที่ดีกว่า ง่ายกว่า เค้าก็ชอบ แต่ก็ต้องสื่อสาร ต้อง Sketch คุยกัน ถึงจะเห็นภาพตรงกันได้ เพราะวิธีการมันก็มาจากประสบการณ์ตามแต่ละบุคคลไป…ไม่เหมือนกัน  เพราะฉะนั้นเพียงแค่แบบอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ เราสื่อสารไปมากกว่าที่แบบมันทำ ซึ่งในจุดเริ่มมันก็คล้ายๆแบบที่ทำกับ Monotello ก็เลยใช้วิธีนี้ในการรับส่งข้อมูล Information กลับไปกลับมากันได้ จากความคุ้นเคยในการให้ข้อมูลทางหน้างาน จนกลายมาเป็นข้อมูลทาง “สถาปัตย์” ละพอตอบกันกลับไปกลับมาได้ สถาปนิกก็ทำงานได้ สุดท้าย…คือมันจะทำให้ของจริงเป็นเหมือนในแบบได้ดีที่สุด และทำให้งานที่ออกมามีคุณภาพ ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น คือ  Recheck ได้ สามารถส่งต่องานให้คนอื่นมา Check ก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งเพราะ Monotello มีความเข้าใจเรื่องโครงสร้างและยอมรับในการพูดคุยในระดับนึงด้วย

ส่วนเรื่องของการใช้มือเขียนหรือวาดแล้ว ถ้าจะเปรียบเทียบก็คงต้องถามก่อนว่าเคยเขียน Diary หรือเปล่า การเขียนอะไรแบบนั้น คืออารมณ์ที่มันใช้มือ ถ้าเรื่องที่เราเขียนเนี้ย ความจำเราจะดีกว่า ไมรู้คนอื่นเป็นไหมนะ แต่ผมชอบขับรถไปต่างจังหวัดนะ ผมชอบขับรถคนเดียว เวลาผมขับรถหลายครั้งเลยที่ก็เหมือนผมจะคิดอะไรออกแล้วผมก็จะแวะเข้าปั้มแล้วก็จด งานของ Monotello เองก็มีแล้วผมก็จะจับได้หลายเรื่อง ถ้ามันเกิดจากการเขียนนี่มันจะไหลมาเลย เหมือนมันส่งความคิดอะไรระหว่างกัน ถ้าจะเทียบกับการบันทึกด้วยวิธีอื่นๆนะ เลยเป็นสิ่งที่ทำให้ผมชอบที่จะใช้มือในการถ่ายทอดและบันทึกความคิดแบบอื่นเช่นคีย์บอร์ดนะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s